คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขยาย

วันนี้ “paow007″ จะพาไปชมบ้านริมน้ำดีไซน์เก๋ในเมืองกิกฮาร์เบอร์ (Gig Harbor) รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยตะลึงแล้ว ยังเป็นบ้านประหยัดพลังงานอีกด้วย

บ้านหลังนี้มีชื่อว่า “คลิฟฟ์เฮ้าส์” ออกแบบโดยบริษัท ‘สก็อต อัลเลน อาร์คิเทคเจอร์’ ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ตั้ง ทั้งยังถูกควบคุมด้วยกฏระเบียบด้านการก่อสร้างที่เคร่งครัด ด้วยความที่มีเนื้อที่จำกัดด้านหลังของตัวบ้านจึงตั้งอิงแอบและแนบไปกับหน้าผา ขณะที่บริเวณหลังคาได้รับการออกแบบให้เป็นสนามหญ้าเพื่อความกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นดินทางด้านบน

หลังคาบ้านหรือดาดฟ้าได้รับการออกแบบให้เป็นสนามหญ้า โดยมีลิฟต์และบันไดเชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ของบ้าน

เดิมทีหน้าผาริมชายฝั่งแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านเก่าแก่และโรงเก็บเรือ แต่ภายหลังถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัยสุดหรูบนพื้นที่เดิม ส่วนที่ตั้งของโรงเก็บเรือถูกแทนที่ด้วยมุมพักผ่อนและพบปะสังสรรค์ที่ยื่นออกไปในน้ำและมีสะพานเชื่อมต่อกับท่าเรือส่วนตัว

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ในการตกแต่งภายนอกตัวอาคาร ล้วนมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง คอนกรีต กรอบหน้าต่างโลหะ และไม้ซีดาร์ ส่วนภายในบ้านตกแต่งด้วยไม้สน (ดักลาส เฟอร์) เพื่อให้มีกลิ่นอายของเคบินเรือ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณ ผนัง เพดาน และตามขอบประตูหน้าต่าง ทั้งยังให้ความรู้สึกโล่ง โปร่ง สบาย ด้วยผนังกระจกที่สามารถเปิดรับแดด รับลม ชมวิว และระบายอากาศได้แบบเต็มๆ ในช่วงฤดูร้อน

เนื่องจากผนังบ้านด้านหนึ่งอยู่ติดหน้าผา อีกทั้งยังมีหลังคา ‘สีเขียว’ อุณหภูมิภายในบ้านจึงค่อนข้างคงที่ แม้จะอยู่ในช่วงหน้าร้อน อากาศภายในบ้านก็ยังเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว (ถึงจะเป็นผนังกระจกแต่ก็มีม่านบังแดด ในกรณีที่แดดจัดเกินไป) ส่วนในฤดูหนาวภายในบ้านก็ไม่เย็นมากนัก เพราะนอกจากจะมีหน้าผาช่วยควบคุมอุณหภูมิแล้ว  ตัวอาคารยังได้รับการออกแบบให้เป็นระบบปิด อากาศหนาวเย็นทางด้านนอกจึงไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาภายในบ้านได้ จึงช่วยประหยัดพลังงานด้านระบบปรับอากาศ (ร้อน-เย็น) ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ภายในอาณาบริเวณบ้านยังมีระเบียง สะพานเชื่อมต่อระหว่างอาคาร และลานบ้านที่กว้างขวาง พร้อมเตาอบพิซซ่าและเตาผิงกลางแจ้ง ไว้ให้สมาชิกในครอบครัวได้จัดปาร์ตี้และทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย

ชมภาพบรรยากาศภายในและภายนอกบ้าน (22 ภาพ):

This slideshow requires JavaScript.

 ที่มา

 

ชิลีเปิดตัวสุดยอดไวน์แดงแห่งกาแล็กซี ภายใต้ชื่อ “แมททิโอริโต้”  (Meteorito) ที่ผ่านการหมักบ่มพร้อมอุกกาบาตอายุ 4,500 ล้านปี หวังเอาใจนักชิมไวน์ที่ต้องการสัมผัสกลิ่นอายของระบบสุริยะ 

นายเอียน ฮัทชินสัน เจ้าของไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ “คัชชาโปอัล วัลเลย์”  ในประเทศชิลี ซึ่งมีความสนใจในเรื่องดาราศาสตร์ถึงขนาดสร้างหอดูดาว “เซ็นโตร แอสโตรโนมิก้า ตากัว ตากัว” เป็นของตัวเองเมื่อ 5 ก่อน ได้นำธุรกิจและความชอบส่วนตัวมาเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตไวน์อวกาศ “แมททิโอริโต้”  (Meteorito) โดยนำองุ่นดำพันธุ์ “กาแบร์เน-โซวีญง” (cabernet-sauvignon) มาหมักบ่มพร้อมอุกกาบาตอายุ  4,500 ล้านปี เป็นเวลานาน 12 เดือน

 

เมื่อหลายพันล้านปีก่อนอุกกาบาตดังกล่าวเคยเป็นดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ (เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส) ต่อมาได้ร่วงหล่นลงบนพื้นผิวโลกบริเวณ ‘ทะเลทรายอาทากามา’ ของประเทศชิลีเมื่อราว 6 พันปีก่อน  ปัจจุบัน อุกกาบาตดังกล่าวตกอยู่ในความครอบครองของนักสะสมชาวอเมริกัน และนักสะสมคนดังกล่าวก็ (กล้า) ให้นายฮัทชินสันยืมอุกาบาตล้ำค่าหายาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว มาแช่ลงในถังบ่มไวน์เป็นเวลานานนับปี

นายฮัทชินสัน กล่าวว่า ใครดื่มไวน์ดังกล่าวเท่ากับได้ลิ้มรสกลิ่นอายของต้นกำเนิดระบบสุริยะ และที่เขาผลิตไวน์ชนิดนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ผู้คนได้มีโอกาสสัมผัสหรือลิ้มลองรสชาติของสิ่งที่มาจากดินแดนอันไกลโพ้นโดยผ่านทางไวน์ชิลีรสชาติเยี่ยม

หากใครอยากรู้ว่าไวน์แดงที่ผ่านการหมักบ่มพร้อมอุกกาบาตอายุหลายพันล้านปีจะมีกลิ่นและรสชาติเป็นอย่างไร ก็ต้องเดินทางไปชิมที่ประเทศชิลี เพราะปัจจุบัน ไวน์แดง “แมททิโอริโต้”  (Meteorito) มีจำหน่ายที่หอดูดาวของนายฮัทชินสันเท่านั้น (ไม่มีการเปิดเผยราคา) และถ้าหากมีกระแสตอบรับที่ดี นายฮัทชินสันก็มีแผนที่จะส่งไวน์ดังกล่าวออกไปจำหน่ายทั่วโลก

 

“มรกตเจียระไนใหญ่ที่สุดในโลก” น้ำหนัก 11.5 ก.ก. กำลังจะถูกนำออกประมูลโดยสถาบันการประมูล “เวสเทิร์น สตาร์ ออคชั่นส์” ในวันที่ 28 มกราคมนี้ ที่เมืองเคโลว์นา รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา

มรกตสีเขียวเข้ม รูปไข่ขนาดยักษ์ น้ำหนัก 57,000 กะรัต  หรือ 11.5 ก.ก. ดังที่เห็นในภาพ กำลังจะถูกนำออกประมูลที่ประเทศแคนาดา โดยมีราคาประเมินเบื้องต้นที่  $1.15  ล้าน (กว่า 36 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม นายไมค์ โอเดนบาช เจ้าของสถาบันการประมูล “เวสเทิร์น สตาร์ ออคชั่นส์” เชื่อว่ามรกตดังกล่าวน่าจะทำราคาประมูลได้สูงกว่านั้น เพราะมีความ “ไม่ธรรมดา” ทั้งในเรื่องขนาด คูณภาพ ความงาม และฝีมือการเจียระไน ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะทึบแสงก็ตาม 

มรกตดังกล่าวนี้มีชื่อว่า “เทียดอร่า” (Teodora) ซึ่งเป็นภาษากรีกที่แปลว่า “ของขวัญของพระเจ้า”   (God’s gift) ถูกพบโดยเหมืองที่ประเทศบราซิล และผ่านการเจียระไนที่ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน อยู่ในความครองของนายเรแกน เรนีย์ ดีลเลอร์อัญมณีล้ำค่าหายากในเมืองแคลการี่ ที่ประเทศแคนาดา

ล่าสุด มรกต “เทียดอร่า” ได้ถูกนำมาจัดแสดงที่เมืองเคโลว์นา ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา เพื่อให้มั่นใจว่ามรกตดังกล่าวจะอยู่รอดปลอดภัยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเสร็จสิ้นการประมูล

This slideshow requires JavaScript.

 

 

ที่มา

เว็บไซต์ “เดอะ โมสท์ เอ็กซ์เพนซีฟ ที เชิร์ต อิน เดอะ เวิลด์” ในกรุงลอนดอน ประกาศขายเสื้อทีเชิ้ตแพงที่สุดในโลก ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ระคายเคืองแม้ผิวบอบบาง และมาพร้อมเพชรน้ำหนักมากกว่า 16 กะรัต

“เสื้อทีเชิ้ตแพงที่สุดในโลก” ที่ผลิตโดยบริษัท ซูเปอร์เลทีฟ ลักชัวรี่ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถูกนำมาประกาศขายบนเว็บไซต์ “เดอะ โมสท์ เอ็กซ์เพนซีฟ ที เชิร์ต อิน เดอะ เวิลด์”  ในราคาสูงถึงตัวละ $400,000  หรือกว่า 12.6 ล้านบาท ผู้ผลิตอ้างว่าเสื้อดังกล่าวถูกผลิตขึ้นโดยใช้พลังงานทดแทน (เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์) ภายใต้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออไซด์ได้มากถึง 90% เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตเสื้อทีเชิ้ตแบบเดิมๆ

นอกจากนี้ เสื้อดังกล่าวยังผลิตจากฝ้ายธรรมชาติ 100% (150g/m2) จึงสวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองแม้มีผิวที่บอบบางหรือแพ้ง่าย แต่สิ่งที่ทำให้เสื้อตัวนี้มีราคาแพงกว่าบ้านทั้งหลังก็คือ เพชรน้ำงามรูปทรงกลม สีขาวและดำ จำนวน 16 เม็ด (สีละ 8 เม็ด แต่ละเม็ดหนักมากกว่า 1 กะรัต) ที่ประดับอยู่บริเวณอกเสื้อนั่นเอง

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่าเสื้อดังกล่าวมีผู้สั่งผลิตแล้วหรือยัง  แต่ถ้าเศรษฐีคนไหนอยากมีไว้ในครอบครองก็ต้องอดใจรอนานนับเดือน (ใช้เวลาตั้งแต่ผลิตถึงส่งมอบราว 28 วัน) นอกจากเพชร 16 เม็ดแล้ว เสื้อตัวนี้ยังมาพร้อมใบรับประกันคุณภาพ 1 ปีอีกด้วย

 ที่มา

“เกอราร์ดินี่” (Gherardini) แบรนด์เครื่องหนังสุดหรูในประเทศอิตาลี เปิดตัวกระเป๋าถือสุภาพสตรีรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ภายใต้ชื่อ “ปริติโอซ่า” ที่ออกแบบลวดลายโดยอัจฉริยบุคคลแห่งยุคเรอเนสซองซ์ “เลโอนาร์โด ดา วินชี” เมื่อกว่า 500 ปีก่อน

หลายคนรู้ว่า “เลโอนาร์โด ดา วินชี” เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เขาเป็นทั้งสถาปนิกสไตล์เรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาค นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต จิตรกร นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักปราชญ์  เป็นต้น แม้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเขาในฐานะเจ้าของผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงอย่างภาพวาด “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” และ “โมนาลิซ่า” แต่ “เลโอนาร์โด ดา วินชี” ยังเป็นผู้ออกแบบ เฮลิคอปเตอร์, เรือดำน้ำ ร่มชูชีพ ฯลฯ ล่าสุด เขายังได้ชื่อว่าเป็น “ดีไซเนอร์” ผู้ออกแบบกระเป๋าถือสุภาพสตรีอีกด้วย

ภาพต้นฉบับที่ร่างโดย “เลโอนาร์โด ดา วินชี”

ภาพร่างลวดลายเครื่องหนังดังที่เห็นในภาพ เป็นผลงานของ “เลโอนาร์โด ดา วินชี” ที่วาดขึ้นราวปี ค.ศ. 1497 (พ.ศ. 2040) หรือเมื่อ 515 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังวาดภาพ  ”พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) ภาพร่างดังกล่าวเป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบและประดิษฐ์คิดค้นจำนวนหลายหมื่นชิ้นของดาวินชี ที่ถูกนักวิชาการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)  แต่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนัก

ก่อนจะถูกแบรนด์เครื่องหนัง “เกอราร์ดินี่” นำมาใช้เป็นต้นแบบในการผลิตกระเป๋าหนังสุภาพสตรี รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ภายใต้ชื่อ “ปริติโอซ่า” ภาพร่างดังกล่าวได้ถูกนักประวัติศาสตร์ศิลปะแต่งเติมลวดลายให้มีความละเอียดขึ้น ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นดีไซน์หลักของกระเป๋าถือซึ่งออกแบบโดยคาร์ล่า   แบรชเชียลินี่

มาเรีย กราเซีย กูชินอตตา นักแสดงชื่อดังของอิตาลี ร่วมงานเปิดตัวกระเป๋าถือ  ”ปริติโอซ่า” 
(เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “เจมส์ บอนด์ ตอน  The World Is Not Enough)

และเนื่องจากเป็นรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น กระเป๋าหนัง “ปริติโอซ่า” จึงถูกผลิตขึ้นเพียง 99 ใบเท่านั้น โดยจะเริ่มต้นวางจำหน่ายที่ร้าน “เกอราร์ดินี่” ในเดือนมีนาคมนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยในเรื่องราคา

นอกจากการนำภาพร่างของ  ”เลโอนาร์โด ดาวินชี” มาใช้เป็นต้นแบบในการผลิตกระเป๋าถือแล้ว แบรนด์เครื่องหนัง “เกอราร์ดินี่” ยังมีความเกี่ยวข้องกับ “ดาวินชี” โดยตรง เพราะเมื่อปี ค.ศ. 1503 (พ.ศ. 2046)   ”ดาวินชี” เคยวาดภาพนาง “ลีซา เกอราร์ดีนี่” ภรรยาขุนนางและนักธุรกิจไหมผู้มั่งคั่งในตระกูลเกอราร์ดีนี่ แห่งเมืองฟลอเรนซ์ และภาพวาดดังกล่าวก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในนาม “โมนาลิซ่า” ในเวลาต่อมา